บทที่ 8 แฟนสาว
และแล้ววันที่วิสุดารอคอยก็มาถึง พรุ่งนี้จะเป็นวันที่เธอต้องเปิดร้านขายข้าวแกง หญิงสาวได้ตกลงกับย่าไว้แล้วว่าจากนี้ไปย่าจะมาช่วยดูแลเด็กหญิงณัฐสุดาให้ในช่วงที่เธอไปจ่ายตลาดและทำอาหาร
ในขณะที่หญิงสาวกำลังเลือกซื้อผักกับเนื้อสัตว์ในตลาดสดอย่างกระตือรือร้น วิญญาณพ่อของลูกสาวเธอก็ยังคงเดินตามประกบอย่างใกล้ชิด
“อ้าวหนู! คลอดลูกแล้วเหรอ เป็นไงบ้าง”
แม่ค้าร้านผักทักทายเธออย่างเป็นมิตร
“สบายดีแล้วจ้ะป้า ว่าจะเปิดร้านพรุ่งนี้แล้ว”
“โอ้โห! ขยันดีจริง ๆ ลูกสะใภ้ในอุดมคติป้าเลยนะเนี่ยเสียดายป้าไม่มีลูกชาย เฮ้อ ไอ้ผู้ชายคนนั้นมันก็โง่จริง ๆ ที่เลือกปล่อยมือจากผู้หญิงที่ทั้งสวยทั้งขยันอย่างหนู”
ประโยคหลังไม่ใช่เธอคนเดียวที่สะดุ้ง วิญญาณที่อยู่ข้าง ๆ เธอนั้นสะดุ้งกว่า
“เออ ยอมรับว่าโง่ก็ได้”
ศิลาดลพูดขึ้น
“ฮ่า ๆ”
หญิงสาวหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ถ้าเทียบกับเมื่อก่อนถือว่าตอนนี้เธอเข้มแข็งขึ้นมากจนสามารถพูดหรือฟังเรื่องของเขาโดยไม่มีท่าทีที่เศร้าซึมได้
แน่นอนว่าเธอไม่สามารถรักษาบาดแผลในใจให้หายดีภายในเวลาไม่ถึงปี แต่ยังไงซะตอนนี้ก็ไม่ได้เอาใจไปผูกติดกับมันจนหดหู่เหมือนช่วงแรก ๆ แล้ว
“ถือไหวคนเดียวได้ไงวะของแบบนี้ ทำไมไม่จ้างให้คนมาช่วยสักคน อย่าบอกนะว่าทำแบบนี้เองมาตลอดจนคลอดลูก”
เมื่อแม่ของลูกซื้อของสดจนพอใจแล้ว เขาก็ได้แต่มองเธออย่างตื่นตะลึง เธอตัวเล็กนิดเดียว สูงแค่ 160 เซนติเมตร แต่ถือของพะรุงพะรังได้ขนาดนี้ไม่บ่นสักคำ
เขาจำได้ดีว่าตอนคบกันหญิงสาวไม่ได้แข็งแรงขนาดนี้ เธอไม่เคยออกกำลังกายเลยด้วยซ้ำ แต่อะไรกันที่ทำให้เธอเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ เพราะความยากลำบากที่ต้องเผชิญอยู่คนเดียวอย่างนั้นเหรอ…
คนที่กลายเป็นวิญญาณได้แต่เดินตามแผ่นหลังบอบบางนั้นด้วยท่าทางซึม ๆ และนี่ก็เป็นอีกวันที่เขาโดนความรู้สึกผิดกัดกินหัวใจ
แต่เรื่องที่ทรมานกว่ารู้สึกผิดก็คือการที่ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้เลย นอกจากคอยช่วยเหลือเธอเล็ก ๆ น้อย ๆ ในฐานะที่เป็นวิณญาณ ซึ่งก็แน่นอนว่าถึงเขาจะทำดีแค่ไหนเธอกับลูกก็ไม่มีวันได้รู้เลย ว่าพ่อและแฟนเก่าที่เคยทอดทิ้งทั้งสองนั้นสำนึกผิดและกำลังชดใช้กรรมอยู่
เวลาเกือบ 4 เดือน ที่เขากลายเป็นวิญญาณคอยดูแลสองแม่ลูก ถ้าไม่นับตอนที่ช่วยปัดรูปภาพที่ชายชุดดำจงใจให้มันตกใส่สองแม่ลูก เขาได้ช่วยพวกเธอจากอุบัติเหตุ 2 ครั้ง
ครั้งแรกคือตอนที่วิสุดากำลังอาบน้ำให้ลูกสาว แต่เธอดันมือลื่นในตอนกำลังถูกสบู่ให้แกจนเกือบทำลูกสาวจมลงไปในกะละมังอาบน้ำ เขาก็เอามือมาประคองตัวลูกไว้ทัน แต่เพราะหญิงสาวก็มือไว เธอช้ากว่าเขาเพียง 1 วินาทีก็จับตัวลูกสาวไว้ทัน ดังนั้นจึงไม่สังเกตเห็นได้ถึงความผิดแปลก ไหนจะตอนที่เธอกำลังต้มขวดนมแล้วลืมปิดแก๊สเพราะกำลังเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูก เขาก็รีบปิดมันแทนเธอ
ตอนนี้ชายหนุ่มชักจะเข้าใจซะแล้วว่าทำไมตัวเองต้องใช้กรรมด้วยการเป็นวิญญาณคอยติดตามสองแม่ลูกคู่นี้ พวกเธอเสี่ยงเจ็บตัวได้ตลอดจริง ๆ
ยังไม่รวมถึงอุบัติเหตุเล็กน้อยอย่างการที่วิสุดาชอบวิ่งชนนู่นชนนี่จนได้แผลเวลารีบ ไม่รู้ว่าตลอด 9 เดือนที่อุ้มท้องลูกสาวมา วิสุดาห้อยพระอะไรคนซุ่มซ่ามและขี้ลืมอย่างเธอจึงใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยครบ 32 มาได้จนถึงทุกวันนี้
ผ่านมา 3 เดือนกว่า ๆ แล้ว ที่ร่างไร้วิญญาณของศิลาดลนอนเป็นเจ้าชายนิทราอยู่บนเตียง แน่นอนว่าพ่อกับแม่ของเขาไม่มีทางทำใจให้สบายได้ ผู้เป็นบุพการียังคงโศกเศร้ากับสิ่งที่เกิดขึ้นกับลูกชาย ในตอนนี้มีแค่หมอจิตเวชกับการเข้าวัดทำบุญและครอบครัวกับเพื่อนฝูงเท่านั้น ที่สามารถเยียวยาจิตใจของสองสามีภรรยาให้ผ่านไปแต่ละวันโดยไม่ต้องร้องไห้จนแทบขาดใจเหมือนช่วงแรก ๆ
“จะสี่เดือนแล้วนะที่ลูกนอนแบบนี้ แม่รู้ว่าพอร์ชขี้เซา แต่ช่วยตื่นมาคุยกับแม่หน่อยได้มั้ย”
แม้จะไม่มีวี่แววว่าลูกชายจะรับรู้ แต่หล่อนก็ยังคงพูดคุยกับลูกชายแบบนี้ทุกวัน ตราบใดที่ลูกยังมีลมหายใจคนเป็นแม่อย่างเธอก็ยังคงมีหวังต่อไป
“ลูกเราหลับไม่ตื่นมา 3 เดือนกว่าแล้วสินะ 3 เดือนมานี้พ่อกับแม่ต้องมาหาลูกที่โรงพยาบาลทุกวัน เจ้าบอสเพื่อนของลูกก็มาหาบ่อย ๆ ใจคอไม่คิดจะตื่นขึ้นมารับแขกบ้างเหรอลูก”
ผู้เป็นพ่อพูดแล้วก็ต้องกลั้นน้ำตาไว้ พอเห็นภรรยาทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ธีรพงศ์ก็กอดปลอบเธอ
“พูดถึงเพื่อน ๆ จะว่าไป 3 เดือนมานี้ พ่อยังไม่เห็นแฟนพอร์ชจะมาเยี่ยมลูกเราเลยนะ ทั้งที่เป็นคนสำคัญถึงขั้นลูกเราเก็บรูปคู่ที่ถ่ายกับเขาไว้ในกระเป๋าสตางค์ตลอดเวลา”
สิ่งที่ผู้เป็นสามีเอ่ยออกมาทำเอากชกรถึงกับอึ้งไป
“ลูกเรามีแฟนด้วยเหรอคะ ฉันไม่เห็นรู้เลย แล้วรูปที่ว่านั่นอยู่ไหน”
“อยู่กับผมนี่แหละ”
พูดจบ ธีรพงศ์ก็หยิบกระเป๋าสตางค์ราคาแพงของลูกชายส่งให้ภรรยา
“ตอนที่ร่างของลูกมาถึงโรงพยาบาลเจ้าหน้าที่กู้ภัยเขาเอามันมาให้พ่อ หลังกลับจากโรงพยาบาลพ่อเลยเอามันไปเก็บไว้ที่ห้องของลูก เพราะเมื่อวานตอนอยู่บ้านเกิดคิดถึงลูกขึ้นมาเลยเข้าไปสำรวจห้องลูก จนได้ลองหยิบมันขึ้นมาดูอีกครั้งเลยเห็น…”
“ไม่จริงหน่า นี่มัน ไข่หวาน!”
ยังไม่ทันที่ธีรพงส์จะพูดจบ ภรรยาก็เอ่ยแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงและสีหน้าตกตะลึง เมื่อเห็นว่าหญิงสาวที่อยู่กับลูกในภาพคือใคร แถมภาพนี้มันยังเป็นภาพที่ลูกชายของเธอกำลังโอบกอดและหอมแก้มหญิงสาวในภาพ จึงไม่แปลกที่สามีของเธอจะคิดว่าทั้งสองเป็นแฟนกัน
“ทำไมเหรอแม่ รู้จักผู้หญิงในภาพเหรอ”
“ตรงถนนที่ลูกประสบอุบัติเหตุมันคือทางที่จะไปเพชรบูรณ์ใช่มั้ยคะ”
ท่าทางของภรรยาดูช็อกมาก ๆ จนทำให้สามีใจไม่ดี
“ใช่แล้ว มีอะไรเหรอคุณ ทำไมต้องทำหน้าตาตกใจขนาดนั้น”
กชกรพยายามสงบสติอารมณ์ตัวเอง พอรู้ว่าแฟนของลูกชายคือวิสุดาว่าช็อกแล้ว แต่ที่ช็อกยิ่งกว่าก็คือสาเหตุที่วิสุดายอมลาออกจากมหา’ลัยและกลับต่างจังหวัด
“คุณรู้ใช่มั้ยคะ ว่าตอนนี้ฉันกำลังให้ทุนการศึกษากับเด็กต่างจังหวัดที่ยากจนอยู่หลายคน เด็กคนนี้มีชื่อเล่นว่าไข่หวาน ฉันเจอแกครั้งแรกที่โรงเรียนรัฐฯ ในจังหวัดเพชรบูรณ์ ฉันบอกผู้อำนวยการว่าอยากมอบทุนให้กับเด็กเรียนดีแต่ยากจน ผู้อำนวยการก็เสนอชื่อแก แกเป็นเด็กกำพร้าที่อยู่กับย่าที่เป็นแม่ค้าขายอาหารตามสั่งแค่สองคน ฉันเลยตัดสินใจเลือกแกในทันทีเพราะถูกชะตาด้วย แต่พอเข้าเรียนได้ยังไม่ถึงปีแกก็ลาออกไปเมื่อหลายเดือนก่อน เพราะท้อง…”
พอฟังจบธีรพงศ์นิ่งงันราวกับถูกแช่แข็ง เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมภรรยาถึงดูตกใจขนาดนี้
“คุณว่ามันเป็นไปได้มั้ย ที่ลูกในท้องของเด็กคนนั้นจะเป็น หลานของเรา”
ในขณะบอกเล่ากชกรก็รู้สึกหมดแรง นี่มันเป็นเรื่องที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับเธอและสามีมาก ๆ รองลงมาจากเรื่องที่ลูกชายกลายเป็นเจ้าชายนิทราเลยทีเดียว
